Feed on
Posts
Comments

คุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข  เป็นกิจกรรมหนึ่งของงานสาธารณสุขมูลฐาน  ทั้งภาครัฐและชุมชนดำเนินการร่วมกัน  กิจกรรมหลักๆ ประกอบด้วย การตรวจร้านชำ  ตลาด  โรงงาน  สถานประกอบการ   การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  ความรู้ต่างๆ  ให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบได้รับรู้  มากบ้างน้อยบ้างเท่าที่กำลังคนและงบประมาณจะมี  งานที่ชัดเจนจนชินตา  เป็นที่รับรู้กันทั่วไป  คือ  การตรวจร้านชำ  กำหนดปีละครั้งสองครั้ง  ตามกรอบงานที่กำหนด  การลงพื้นที่ให้ความรู้ประชาชนตามแผนงาน  ตามโอกาสที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่  ในส่วนของชุมชนผู้รับบทบาทเรื่องนี้  เป็นกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน   (  อสม.  )  บทบาทที่มองเห็น  เป็นคนคอยประสานพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการออกปฏิบัติงาน  เช่น  การออกตรวจร้านชำ  ตรวจตลาด  เป็นต้น  มีโอกาสในการเผยแพร่ความรู้สู่เพื่อนบ้านบ้าง แต่กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการล้อตามภาครัฐที่วางแนวทางตามกรอบงานที่กำหนด  การทำงานในลักษณะงานประจำ  มีแผนกิจกรรมที่เหมือนๆกันทุกพื้นที่  การทำงานตามเงื่อนไขงบประมาณ  เวลาที่ตายตัว  ทำให้เกิดข้อจำกัดมากมาย                ประเด็นที่  1  การทำเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคตามแนวทางงานประจำของภาครัฐ  และ  อสม.  เดินตามกรอบกิจกรรมนั้น  เป็นงานที่ทำให้เสร็จตามภาระหน้าที่ที่กำหนด  ขาดจิตวิญญาณในการทำงาน  ขาดชีวิตชีวาไม่ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน                ประเด็นที่  2  ตามปัญหาไม่ทัน  โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง  อาหารการกิน  หวังพึ่งการตรวจสอบจากภาครัฐฝ่ายเดียว  คงไม่เพียงพอ  รัฐมีข้อจำกัดเรื่องคน  เรื่องงบประมาณ  ขั้นตอนระเบียบการทำงาน  ไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง                ประเด็นที่  3  ขาดการมีส่วนร่วม  ปัญหาอยู่ในพื้นที่  แต่หวังพึ่งภายนอกมาแก้ปัญหา  เมื่อภายนอกดำเนินการเสร็จและออกจากพื้นที่  ปัญหาทั้งเก่าและใหม่กลับมา  ชุมชนทำอะไรไม่ได้  ขาดกระบวนการจัดการกับปัญหาที่ตนเองต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา                ประเด็นที่  4  ขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการสร้างกระบวนการการเรียนรู้  รูปแบบที่ดำเนินการอยู่ถูกกำหนดให้ทำงานตามกรอบคิดเดิมๆ  รูปแบบเดิมๆ  โดยไม่มีโอกาสให้ปฏิรูปแนวคิดใหม่  คิดออกนอกกรอบกติกาเดิมที่เคยปฏิบัติมา                ประเด็นที่  5  มาตรการทางกฎหมาย  แทบไม่มีความหมายในพื้นที่ชนบทห่างไกล  เนื่องจากขาดการรับรู้  คนผลิต  คนขาย  คนบริโภค  ห่างไกลตัวบทกฎหมายเกินไป  เกินกว่าที่จะหยิบยกมาใช้ในชีวิตประจำวันได้                ประเด็นที่  6  การทำงานขาดการยอมรับจากชุมชน  ขาดความน่าสนใจ  บางกิจกรรมสร้างความแตกแยก  ขัดแย้งก็มี  เช่น การตรวจร้านชำ  เจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจ  อาจถูกมองว่าไปจับผิด  อสม  ที่ไปช่วยเจ้าหน้าที่  อาจถูกมองว่าเป็นคนคอยแจ้งเบาะแส  เกิดความไม่พอใจกันหลายฝ่าย  ไม่เป็นผลดีต่อการทำงาน 

                อีกด้านหนึ่งที่มองเห็น  การทำงานในลักษณะงานประจำดังกล่าว  แม้ดำเนินกิจกรรมติดต่อกันมาหลายปี  ใช้ทรัพยากรมากมาย  บางเรื่องอาจได้รับการแก้ไข  บางเรื่องอาจเป็นผลงาน  แต่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่สะท้อนให้เห็นปัญหาที่คงอยู่  บางปัญหากลับมากขึ้น  จากสื่อต่างๆ  รายงานผลงานวิชาการ  หรือแม้แต่ประเมินตามความรู้สึก  ก็รับรู้ได้ว่า  นับวันปัญหาเรื่องอาหาร  เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค  จะทวีความรุนแรงขึ้น-                   วัตถุเจือปนในอาหาร  ทั้งชนิด  ปริมาณ  อันตรายต่างๆ  มีเพิ่มขึ้นตลอดเวลา-                   การโฆษณาชวนเชื่อ  หลอกล่อผู้บริโภคให้คล้อยตาม  นับวันจะใช้วิธีที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ-                   การละเลยของรัฐในการติดตามดูแลสร้างปัญหาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆจนเป็นปัญหาใหญ่โตยากจะแก้ไข ปัญหาอื่นๆอีกมากมาย  ที่สวนทางกับการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคตามรูปแบบเดิม  เวลาที่ผ่านมาในการทำเรื่องนี้มากมาย  หลายปีปัญหาน่าจะลดน้อย  เบาบางลง  แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม  และมองไม่ออกว่าจะเดินต่ออย่างไร  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นให้ต้องขบคิด  มอง  ไตร่ตรองสิ่งที่ผ่านมา  นำมาเป็นบทเรียน  เพื่อก้าวย่างต่อไป 

                ปัญหารอบด้านเรื่องการบริโภค  ใช่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด  ทุนเดิมที่มีอยู่ให้เราเก็บเกี่ยวใช้สอย  คือ  ภาครัฐ  สถานบริการสาธารณสุข  สถานีอนามัย  เป็นสถานบริการระดับต้น  อยู่ในพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน  อสม  เป็นตัวตนของพื้นที่ที่คอยขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่  และทั้งสองส่วนมีภาระหน้าที่ที่เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว  มีการพบปะพูดคุย  โดยเฉพาะเรื่อง  พิษภัยในอาหาร  เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยบ่อยครั้ง   เป็นเรื่องที่วงสนทนาสนใจเป็นพิเศษ  เป็นเรื่องใกล้ตัว  เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญ  หลีกเลี่ยงไม่ได้  โอกาสหนึ่ง  ในการเข้าร่วมเวทีประชาสังคมสุขภาพจังหวัดนครศรีธรรมราช  เมื่อปี  2545  มีการพูดคุยถึงการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ  โดยมีคณะทำงานพัฒนาโครงการสร้างเสริมสุขภาพ  คอยขับเคลื่อน  ได้รับแรงหนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  ( สสส )  เป็นจังหวะที่กลุ่มต้องการขยับเรื่องนี้  ในขณะนั้น  ทางกลุ่มมีเพียงความคิดกว้างๆ ว่าจะทำเรื่องอาหารปลอดภัย  ตั้งใจจะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมชัดเจน  ทำระบบชาวบ้าน  กลุ่มเสนอตัวรับโอกาสนี้  จากแนวคิดกว้างๆ เรื่องอาหารปลอดภัย  ถ่ายทอดสู่คณะทำงานพัฒนาโครงการสร้างเสริมสุขภาพนครศรีธรรมราช  ร่วมเรียนรู้สาระเนื้อหากิจกรรมเพิ่มเติมมากมาย  แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในการร่วมหารือ  ที่นำไปสู่ประกายความคิดของกลุ่ม  คือ  ทุกคนรับทราบว่าอาหารหลายชนิดมีสารเจือปนที่เป็นอันตราย  ทราบว่าอาหารทะเลมีฟอร์มาลีน  ทราบว่าหน่อไม้ดองมีสารฟอกขาว  สารกันรา  และอาจมีสารอื่นๆที่เป็นอันตรายเจือปนอยู่  แต่เราเพียงรับทราบ  บอกกล่าวกันเท่านั้น  ถ้าเรามีเครื่องมือที่แยกสิ่งที่เป็นอันตรายเหล่านั้นออกมา  ชี้ให้เห็นหน้าตาที่ปะปนอยู่  คนที่ได้เห็น  ได้สัมผัส  คงตระหนักถึงพิษภัยเป็นอย่างดี  และคงไม่ต้องให้ใครบอกเตือนอีกต่อไป  ไม่เห็นโลงศพ  ไม่หลั่งน้ำตา   เป็นประกายความคิดที่เราอยากทำ  อยากนำมาดำเนินการในพื้นที่  และอีกหลายกิจกรรมที่ผ่านมาตามกระบวนการพัฒนา  จนนำไปสู่   งานคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน  ที่เรียกได้ว่า     นับหนึ่งอีกครั้งกับงานคุ้มครองผู้บริโภค    ที่บางขัน   นครศรีธรรมราช เมื่อได้รับการพัฒนากิจกรรมโครงการจากคณะทำงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพนครศรีธรรมราช  มาระยะหนึ่ง  และมีการระดมความคิดเห็นจากแกนนำหลายรอบ  จนได้ทิศทางการเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน  โดยกำหนดแนวทางกิจกรรมกว้างๆไว้  3  ระยะ  คือ    ระยะแรก  เป็นการสร้างคน  เน้นหนักการพัฒนาแกนนำในงานคุ้มครองผู้บริโภค  โดยตั้งใจใช้  ชุดทดสอบอาหาร     เป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้  ตระหนัก  และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกต้อง  รูปแบบการเรียนรู้ในระยะแรกนี้  ทั้ง  อสม  แกนนำ  อสม  ที่เข้าร่วมกิจกรรม  และประชาชนที่สนใจ  นำชุดทดสอบอาหารมาฝึกปฏิบัติทดลองใช้กันเอง  จนเกิดความเข้าใจ  มั่นใจ  นำไปใช้ตรวจสารปนเปื้อนกันเองได้  เน้นการตรวจเพื่อรู้  สร้างความตระหนัก  มากกว่าตรวจจับตามข้อกฎหมายระยะที่สอง  สร้างกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค  เดิมกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคได้รับการจัดตั้งจากภาครัฐอยู่ก่อนแล้วแต่ไม่มีกิจกรรมใดๆ  กลุ่มใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นเป็นกลุ่มที่ต้องการพัฒนากิจกรรมที่ต่อเนื่องด้วยตนเอง  สร้างพลังจากการรวมกลุ่มกันในการคุ้มครองความปลอดภัยจากการบริโภค  กิจกรรมหลักเป็นการให้ความรู้ที่ต่อเนื่องในชุมชนโดยแกนนำกลุ่ม  การตรวจเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในอาหารกันเองอย่างต่อเนื่อง  การจัดกิจกรรมอาหารปลอดภัยทั้งในและนอกชุมชน  จนเป็นที่รับรู้ตื่นตัวของคนในชุมชนระยะที่สาม  สร้างความต่อเนื่องยั่งยืน  การพึ่งชุดทดสอบอาหารตลอดไปคงไม่คุ้มค่า  สิ้นเปลือง  และคงไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริง  เมื่อรู้แล้วว่า  อาหารไม่ปลอดภัยเป็นอย่างไร  การหาทางเลือกทางรอดในการบริโภคอื่นๆ  จึงคุ้มค่ากว่า  จึงมีการเรียนรู้สร้างทางเลือก  ทางรอดอื่นๆขึ้น  คือ  ส่งเสริมการปลูกผักเลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง  การเลือกซื้อ  การล้าง  การปรุง  ที่ถูกต้อง  พึ่งการใช้ชุดทดสอบอาหารให้น้อยลง   พึ่งตนเองให้มากขึ้น

นับย้อนไปเมื่อปลายปี พ.ศ. 2543 อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ( อสม. ) กลุ่มหนึ่งที่บ้าน สี่แยกสวนป่า ตำบลวังหิน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนแปดเก้าคนรวมกลุ่มปรึกษาหารือทบทวนบทบาทการทำงานอาสาสมัครของกลุ่มตนเอง เพื่อให้การเป็นอาสาสมัคร เกิดประโยชน์ต่อเพื่อนพ้องในชุมชนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ จากการทบทวนบทบาทหน้าที่ในครั้งนั้น พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐานในชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาร่วม 20 ปี ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของคนในชุมชนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากมายหลายกิจกรรม จนคำว่า อสม. เป็นที่รู้จักรับรู้ของสาธารณะชนทั่วไป แต่ด้วยสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งปัญหาสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บที่สลับซับซ้อนมากขึ้น สภาพสังคมการเป็นอยู่ที่แก่งแย่งแข่งขันกันอย่างรุนแรง ปัญหาเรื่องปากท้องที่เกิดจากกระแสบริโภคนิยมที่ส่งผลต่อสุขภาพและด้านอื่นๆ หรือแม้แต่ทิศทางการเมืองการปกครอง การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ในรูปแบบขององค์การบริหารส่วนตำบล ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านของชุมชน เมื่อทุกอย่างในชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่อาสาสมัครสาธารณสุข ต้องขยับบทบาทหน้าที่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว อสม. กลุ่มนี้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องก้าวออกจากกรอบงานเดิมๆ ภารกิจเดิมๆ ที่เป็นเพียงทำตามที่เจ้าหน้าที่บอก เจ้าหน้าที่ร้องขอให้ช่วยทำ งานบางอย่างก็เป็นประโยชน์ บางอย่างก็แค่ได้ทำให้พอผ่านๆไปเท่านั้น ตรงตามความจำเป็นความต้องการที่แท้จริงหรือไม่ หัวใจของสิ่งที่ทำอยู่ตรงไหนแทบไม่ได้คำนึงถึงเลย

สาระสำคัญของการปรึกษาหารือในครั้งนั้น มีเนื้อหาหลักๆสามประการ คือ ประการที่หนึ่ง ทบทวนบทบาทหน้าที่ของ อสม. ประการที่สอง วิเคราะห์สภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชน ประการที่สาม บทบาทหน้าที่ที่ควรจะเดินต่อไปของ อสม. ในอนาคต

ข้อค้นพบที่สำคัญ กิจกรรมที่ทีมคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนได้ทำมา เช่น การตรวจร้าน ตรวจตลาด ยังเป็นแค่การทำกับวัตถุ  ทำกับสถานที่  ยังไม่อยู่ในใจคน เลยเป็นโจทย์ให้คิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้  อย อยู่ในใจคน เราต้องเรียนรู้ ต้องปรับตัวให้อยู่กันได้อย่างปลอดภัย ให้การรับรองอาหารปลอดภัยอยู่ในใจ  อยู่ในความรู้สึกของคน ไม่ใช่ อย แปะอยู่ที่กระป๋องอาหารอย่างเดียว หรือแค่แขวนป้ายอาหารปลอดภัยในตลาดเท่านั้น ถ้า อย ถ้า อาหารปลอดภัยอยู่ในใจเราแล้ว จะเป็นพลัง เป็นเกราะป้องกันที่ดี  ให้ทุกคนอยู่อย่างปลอดภัย 

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!

Free Logo Maker and Logo Design By LogoSnap.com
จำนวนผู้เข้าชม (ตั้งแต่มกราคม 2552)





View My Stats (1 Sep 09)